เสียงรำพันของนกบนดาวโลก ๕.
posted on 28 Jun 2009 16:39 by sangsatth in Soundofbirds
เสียงรำพันของนกบนดาวโลก
นกเหงาใต้เงาไม้
๕.
ความเหงา
คล้ายดั่งเงา
เพื่อนที่ดีที่สุด
“เคยเหงากันบ้านไหม เคยรู้อยู่ใช่ไหม ความเหงามันโหดร้ายเกินจะเปรียบ...” ทันทีที่น้ำเสียงเศร้าๆ ของ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ นักดนตรีเพื่อชีวิตอีกคนหนึ่งที่ผมชื่นชอบดังแววมา แม้นผมจะไม่ได้อยู่ในอารมณ์เหงา ณ ตอนนั้นแต่ความรู้สึกก็อาจจะชักพาให้อารมณ์ผมเหงาได้จริงๆ แต่ถ้าหาก ณ อารมณ์ตรงนั้นเป็นอารมณ์เหงาจริงๆ แล้วล่ะก็ คนระดับน้ำตาในเลือดต่ำอย่างผม ก็อาจจะปล่อยน้ำใสๆ ออกมาจากตา แม้จะเพียงแค่ละอองทรายก็ได้
ไม่มีใครรู้หรอกว่าเรามีความรู้สึกเหงาครั้งแรกเมื่อไร...วัยเด็ก เราอาจมีอารมณ์เหงาเกิดขึ้น ทว่าเรายังไม่รู้ว่าอารมณ์ที่เราเป็นอยู่ในตอนนั้นมันเรียกว่าอารมณ์เหงา เรามาเรียนรู้ว่า อารมณ์ที่เราเคยเป็นนั้นก็โตเสียแล้ว
ผมเองล่ะรู้สึกถึงอารมณ์เหงาครั้งแรกเมื่อไร? จริงๆ ผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก หากแต่ว่า ในทุกเย็นยามเมื่อผมเล่นอยู่คนเดียวหรือกับเพื่อน ถ้าหากท้องฟ้าด้านทิศตะวันตกเป็นสีแดงฉ่า อย่างที่ผู้ใหญ่เรียกว่า “ผีตากผ้าอ้อม” แล้วล่ะก็ ผมมีความรู้สึกเหงาหรือว้าเหว่อย่างบอกไม่ถูก คล้ายว่ามีเพลิงไฟกำลังตกใส่โลกให้จมหายไปในอีกไม่กี่นาที
น่าแปลก ความรู้สึกเช่นนั้นยังคงตราใจผมมาจนถึงทุกวันนี้
แล้วคุณล่ะรู้ตัวว่าตนเองมีความรู้สึกเหงาตั้งแต่เมื่อไร?
ผมเองไม่ต้องให้หมอมาตรวจ ไม่ต้องใช้เครื่องไม้ เครื่องมือทางเทคโนโลยีชั้นสูง หรือไม่ต้องนั่งอยู่หน้าจิตแพทย์ ผมก็สามารถบอกตนเอง และใครได้ว่า ผมเป็นคนที่มีอารมณ์เหงาอยู่ในชีวิตค่อนข้างสูง ซึ่งผมก็พยายามจะค้นหาคำอธิบายว่า ไอ้เจ้าอารมณ์เหงาในมนุษย์ที่มีไม่เท่ากันนั้นมันมาจากสาเหตุใด การเลี้ยงดู การขาดความอบอุ่นมาตั้งแต่วัยเยาว์ การขาดคนรัก การขาดเพื่อนฯลฯ ไล่คิดไปทีละข้อทีละอย่างก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ หรือถ้าจะสรุปแบบหยาบๆ ก็ตอบได้ว่า “ผมมีสันดานเป็นคนขี้เหงาเอง”
ในบรรดาอารมณ์อันหลากหลายของมนุษย์นั้น อารมณืเหงายังเป็นสิ่งที่น่าพิศวงอันดับต้นๆ
อารมณ์โกรธ ถ้าหากไม่มีใครมาทำให้เราโกรธ เราก็ไม่เกิดอารมณ์นั้น อารมณ์หลง ถ้าหากเราไม่ไปยึดติดกับมันไม่ว่าวัตถุหรือบุคคล เราก็ไม่หลง อารมณ์โลภ ถ้าหากเราไม่อยากได้ใคร่มี เราก็ไม่มีอารมณ์ร่วมไปกับมัน แต่ที่น่าแปลก อารมณ์ทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นอารมณ์ที่สามารถกดข่มมันได้ทั้งหมด
ทีนี้อารมณ์เหงาล่ะ ผมไม่แน่ใจว่าใครจะสามารถกดข่มอารมณ์เหงาได้ ผมไม่แน่ใจว่าจะมีสิ่งใดมาทำให้เรารู้สึกเหงา ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่า อารมณ์เหงานั้นมันเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา ไม่แยกเพศ ชั้น วรรณะ หรืออายุ อารมณ์เหงามันเกิดขึ้นได้ทั้งๆ ที่เรากำลังนั่งอยู่กับเพื่อน ดื่มอยู่ในผับ หรือห้อยโหนอยู่บนรถเมล์ที่ผู้คนหนาแน่น
คงเคยได้ยินคำพูดนี้ใช่ไหม “เหงาทั้งๆ ที่มีคนอยู่รอบกายมากมาย” มันน่าแปลกไหมล่ะ ไม่ว่าคนที่อยู่รอบกายเราจะเป็นคนที่เราไม่รู้จักหรือคนที่เราคุ้นเคยก็ตาม อารมณ์เหงาก็เกิดกับเราได้เสมอ
อารมณ์เหงาคงเป็นอารมณ์เดียวที่ไม่ต้องพึ่งพาเทคนิคหรืออุปกรณ์ประกอบฉาก
หรือว่าถ้าจะมีอะไรที่ทำให้เราเกิดอารมณ์เหงาได้จริงๆ ก็เป็นอะไรที่ใครหลายคนต่างมองข้าม เช่น สุนัขนอนมองผู้คนเดินผ่านไปผ่านมาอย่างตาลอยอยู่ริมฟุตบาธ แมวนอนมองท้องฟ้าอยู่บนหลังคา คนหาปลากับเรือที่กำลังลอยคว้างอยู่กลางแม่น้ำยามพรบค่ำ หรือเรือขนทรายที่กำลังวิ่งอยู่ในแม่น้ำอย่างโดดเดียว
ถัดจากเพลงเหงาของ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ แล้วยังมีเพลงเหงาที่ผมชอบอีกเพลง…
ถ้าจัดว่าเพลงเหงาของ พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ นั้นเป็นเพลงเหงาของคนยุคแสวงหาใหม่ก็ยังมีเพลงเหงาในยุคแสวงหาเก่าที่เพราะอยู่เพลงหนึ่ง เป็นเพราะที่มีความหมายและเนื้อหาหนักแน่นเพลงหนึ่ง นั้นคือเพลง “เหงา” ของคาราวาน
“เธอบอกว่าเหงาฉันก็จะเชื่อ เธอบอกว่าเหลือแต่เพียงชีวิต...” เพลงเหงานี้นอกจากจะให้กำลังใจแล้ว ยังชี้ให้เห็นความเหงาของคนอื่นๆ เพื่อที่จะนำมาเปรียบเทียบกับเราอีกด้วย ในท่อนหนึ่งที่ผมชอบมากคือ “เธออาจจะเหงา เขาคงเหงากว่า เธอหวั่นผวา หัวใจสับสน เขาอาจจะสะทก ทั้งจนทั้งทน ซบหน้าเกลื่อนกล่น แทบทางเท้าเธอ”
ความเหงาเป็นเรื่องของปัจเจกอย่างแท้จริง ไม่มีใครมาแบ่งปันความเหงาของเราได้ ไม่มีใครร่วมรู้ความรู้สึกเหงาของเราได้ว่าเป็นมากน้อยเท่าไร ในเพลงทั้งสองเป็นเพลงที่เขียนขึ้นมาแม้จะต่างเวลากันไม่มากนัก หากแต่ต่างกรรม ต่างวาระ และต่างสถานการณ์ทางการเมืองโดยสิ้นเชิง แต่ยังมีจุดร่วมในเนื้อเพลงที่นอกจากความเหงาแล้ว ยังนำเอาบุคคลอื่น (บุคคลที่ ๓) มาเป็นจุดเปรียบเทียบ มาเป็นจุดต่างที่ทำให้เราคิดว่า นอกจากเราจะรู้สึกเหงาแล้ว ก็ยังมีคนอื่นๆ มีความรู้สึกเหงาอีกมาก ในเพลงของพงษ์สิทธิ์ คำภีร์ บุคคลที่ ๓ คือ เพื่อน คนข้างกาย หรือผู้คนในสังคม แต่เพลงเหงาของ คาราวานเป็นเพื่อนร่วมโลก เป็นผู้ที่ทุกข์ทน เป็นผู้ที่อยู่ในระดับต่างออกไปจากที่เรายืนอยู่ ถ้าเป็นสมัยนี้ก็คงต้องเรียกว่า “รากหญ้า” เป็นความเหงาในลักษณะโหยหา โหยหาปัจจัยสี่ รวมไปถึงโหยหาความยุติธรรม
ทุกครั้งที่ผมฟังเพลงเหงาของคาราวานผมมักจะนึกถึงสิ่งและผู้คนต่างๆ ที่อยู่ร่วมโลก ไม่ว่าจะเป็นสุนัขข้างถนน เด็กจรจัด เด็กด้อยโอกาส คนแก่ที่เดินเข็นรถเก็บของเก่า หรือแม้กระทั่งเด็กหิวโหยในประเทศเอธิโอเปีย แล้วก็ตั้งคำถามว่าเราสามารถช่วยอะไรพวกเขาเหล่านั้นได้บ้าง เราสามารถแบ่งปันอะไรในสิ่งที่เขาโหยหาได้บ้าง
สิ่งที่เขาโหยหาอันนำมาซึ่งความเหงาในดวงตาคู่นั้น
สุนัขข้างถนนหลายๆ ตัวเม่อมองสุนัขอีกตัวที่อยู่ในอ้อมแขนของเรา มองสุนัขที่อยู่ในสายจูงของเรา เคยสังเกตไหมว่าสายตามที่พวกมันมองนั้นเป็นสายตาชนิดใด ผมพูดได้เลยว่ามันไม่ใช่สายตาแห่งความอิจฉา หากแต่เป็นสายตาเหงาๆ คู่หนึ่ง ใครจะรู้ละว่ามันอาจจะอยากมีเพื่อน มีเจ้าของ อยากกิน หรือมีที่อยู่ เฉกเช่นสุนัขของเราก็ได้ เด็กจรจัดหรือเด็กด้อยโอกาสอีกเล่า แม้ว่าเขาจะทำตัวมอมแมมหรือสกปรกเพียงใด แต่คิดหรือว่าเด็กๆ เหล่านั้นอยากจะเป็นเช่นนั้น ไม่มีใครอยากจะเป็นคนที่กินนอนข้างถนนตั้งแต่เกิดจนตายหรอก หากแต่คำว่า “คนเรามันเลือกเกิดไม่ได้” มันยังเป็นประโยคอมตะที่แท้จริงอยู่ต่างหาก ส่วนคนแก่ที่เดินเข็นรถข็นเก็บของเก่าอีกล่ะ ครั้งหนึ่งคนแก่เล่านี้อาจจะมีบ้านอยู่ อาจจะอยู่ดีกินดี อาจจะมีลูกเต้าห้อมล้อมมากมาย แต่เพราะเกิดเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นลูกตาย ลูกหนี ลูกทอดทิ้ง รวมไปถึงการกระทำของคนแก่เองที่ต้องเป็นเช่นนี้ พวกเขาเหล่านี้ล้วนแต่เหงา ล้วนแต่โหยหาสิ่งต่างๆ ด้วยกันทั้งสิ้น
เราไม่จำเป็นหรอกต้องช่วยเหลือทุกครั้งที่เราเห็น หากแต่ เมื่อเรามีโอกาส เราน่าจะช่วยกันแบ่งปันสิ่งต่างๆ ที่เรา (อาจจะ) มีเกินไป ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร รวมไปถึงเงินเล็กๆ น้อยๆ
เวลาผมไปนั่งดื่มเหล้ากับเพื่อนแล้วมีเด็กมาขายดอกไม้หรือขอทาน (ยกเว้นพวกที่เอาสัตว์ เอาช้างมาหากิน) ผมไม่ลังเลหรือคิดมากอะไรเกินกว่าว่า ไอ้โต๊ะที่ผมนั่งกินกับเพื่อนเนี้ยรวมแล้วราคาหลายตังค์ ในแต่ละครั้งก็เป็นพัน ทำไมเราสละให้เด็กหรือผู้มาขอไม่ได้เลยหรือ ไม่ต้องมากมายแค่สิบยี่สิบ หรืออาจจะสั่งข้าวให้เขากินซักมื้อ หรืออะไรก็แล้วแต่เท่าที่เราสามารถช่วย ที่เราสามารถแบ่งปันเขาได้ เพียงแค่นี้ไม่ต้องมาก และสิ่งสำคัญเมื่อเราแบ่งปัน เมื่อเราให้ไปแล้วอย่าไปคิดว่าเขาจะเอาไปทำอะไร เพราะถ้าหากเรารู้ แทนที่จะเป็นความสุขใจกลับกลายเป็นความทุกข์ไปได้
ความเหงาเป็นเงาของเรา มันเกิดมาพร้อมกับเรา มันฝังอยู่ในร่างของเรารอวันที่มีจะเติบโตมาเป็นเพื่อนเรา มาพูดคุยกับเรา ทำให้เราได้เข้าใจตัวเอง และสิ่งรอบข้างมากขึ้น ซึ่งหากชีวิตเปรียบได้กับคอลเทล ความเหงาก็เป็นส่วนผสมสำคัญหลัก คงเทียบได้กับน้ำแข็งเลยทีเดียว
และความเหงาไม่ได้ทำร้ายใครก็จริง หากแต่เราเหงาเกินไป เหงาจนไม่มองสิ่งรอบข้างว่ายังมีใคร อะไรอื่นที่เหงามากกว่าเรา ไอ้ความเหงาเช่นนี้ มันก็เป็นความเหงาที่ทำร้ายตนเอง
แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า
๑๓ – ๐๖ – ๕๒
กระท่อมผิงดาว – อิงจันทร์ ริมชี
มหาสารคาม