นั่งรถไฟ ไปนั่งช้าง รำลึกประวัติศาสตร์ของชาติไทย
posted on 19 Sep 2009 09:08 by sangsatth in Ectนั่งรถไฟ ไปนั่งช้าง รำลึกประวัติศาสตร์ของชาติไทย
แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า เรื่องและภาพ
หน้าสถานีรถไฟสามเสน
ในช่วงวันหยุดเสาร์อาทิตย์หรือแม้แต่วันหยุดที่ติดต่อกันในเวลาอันสั้นนั้น ใครหลายคนก็นึกอยากจะไปเปิดหูเปิดตาชมบรรยากาศที่ไม่ใช่เมืองหลวงที่เรามักคุ้นอยู่ทุกวันบ้าง ทว่าด้วยราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นทุกวันและก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลยนั้น ก็อาจจะเป็นอุปสรรค์หนึ่งที่ทำให้เราไม่ค่อยอยากจะออกจากบ้านไปไหน สู้จอดรถไว้กับบ้านแล้วนั่งนอนเล่นดีกว่า นี่คือความคิดของใครหลายคน – ใช่ไหม?
แต่ถ้าเราขจัดปัญหาเรื่องการนำรถไปด้วยหละ การเดินทางใกล้ๆ พร้อมทั้งชมบรรยากาศสดชื่นริมทางไปด้วยก็ใช่จะเป็นเรื่องยากเกินไปนัก แล้วสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจนั้นอยู่ไหนหละ? และจะไปกันอย่างไร? คำตอบให้กับสองคำถามนี้ไม่ยากเลย นั่นก็คือจังหวัด “พระนครศรีอยุธยา” หรือ “กรุงเก่า” ที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง
ถึงแล้วอยุธยา
เจ้านกแก้วสีสดใส
การเดินทางไปอยุธยาโดยสามารถซึมซับบรรยากาศอันสดชื่นตลอดสองข้างทางนั้น การเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และประหยัดที่สุดนั้น เห็นจะเป็นอะไรไปไม่ได้นอกจากการเดินทางโดย “รถไฟ” ซึ่งราคาตั๋วจากสถานีกรุงเทพฯ (หัวลำโพง) ถึงปลายทางอยุธยาอยู่ที่ ๒๐ บาทถ้วนหรือ ๒๐ บาทตลอดสายไม่ว่าท่านจะลง ณ สถานีใดก่อนถึงสถานีอยุธยาก็ตาม แต่ถ้าท่านจะเดินทางโดยวิธีอื่นก็ได้เช่น รถทัวร์ทั้งปรับอากาศและรถธรรมดาก็ไปขึ้นที่สถานีขนส่งสายเหนือ (หมอชิต) รถตู้ก็มีไว้บริการซึ่งรถตู้จะจอดอยู่ที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือถ้าท่านอยู่ชานเมืองบริเวณรังสิตก็สามารถไปขึ้นรถตู้ได้ที่ฟิวเจอร์ปาร์ค รังสิตได้เลย นอกจากนี้ยังมีเรือไว้บริการท่านที่จะเดินทางโดยเรือด้วยคือ เรือท่องเที่ยวบริการระหว่างเส้นทางกรุงเทพฯ ถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยา คือ เรือด่วนเจ้าพระยา เรือโอเรียลเต็ลควีน เรือแซงกรีล่า เรือริเวอร์ชันครุยส์ (ซึ่งเรือของโรงแรมต่างๆ อาจจะต้องติดต่อกับโรงแรมเอง)
ทว่า ณ ตรงนี้ผมอยากจะแนะนำท่านในรูปแบบสะดวก ปลอดภัยและประหยัดที่สุด ผมจึงเลือกการเดินทางโดย “รถไฟ”
เริ่มจากต้นทางสถานีรถไฟกรุงเทพฯ เที่ยวเช้าเวลาราว ๖.๕๐ น. เที่ยวต่อไปก็อยู่ที่ประมาณ ๘.๒๐ น. ขอแนะนำว่าให้ไปเช้าๆ หน่อยสำหรับท่านที่จะไปแบบเช้าไปเย็นกลับ แต่สำหรับท่านที่จะไปค้างซักคืนนั้นไปสายหน่อยก็ได้ รถไฟออกจากสถานีกรุงเทพฯ ใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงก็จะพาเราออกจากสถานีรังสิต ซึ่งเมื่อรถไฟแล่นออกจากสถานีรังสิตท่านก็จะได้เห็นบรรยากาศของชนบทที่แวดล้อมไปด้วยทุ้งข้าวสลับกับบ้านคนเป็นระยะๆ และด้วยระยะทางจากกรุงเทพฯ ถึง จังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้นมีระยะทาง (ทางหลวง) แค่ ๗๖ กิโลเมตรเท่านั้น เพียงหนึ่งชั่วโมงกว่าๆ รถไฟก็จะพาท่านมาถึงสถานีที่หมายนั้นก็คือ “สถานีรถไฟอายุธยา”
หน้า ททท. อยุธยา
อันดับแรกเลยที่ผมอยากจะแนะนำเมื่อมาถึงคือ “จดเวลาเดินทางกลับ” ไว้ก่อน โดยเวลาช่วงเย็นๆ ที่เหมาะน่าจะประมาณเที่ยวเวลา ๑๕.๒๙ น. และ ๑๖.๐๔ น. เมื่อจดเวลากลับแน่นอนแล้วซื้อน้ำเตรียมไว้ล่วงหน้าได้เลย เพราะการมาเที่ยวอยุธยานั้น เวลาส่วนใหญ่เราจะหมดไปกับการเดินชมโบราณสถานต่างๆ เมื่อซื้อน้ำเสร็จแล้วก็ตรงดิ่งไปยังหน้าสถานีจะเห็นรถสามล้อสีแจ๊ดหน้าตาแปลกๆ คล้าย “นกแก้ว” จอดเรียงรายเต็มไปหมด เลือกคันไหนก็ได้เพราะรถทุกคันจะราคาเดียวกัน จะไปไหนก่อนก็บอกกับคนขับไปแล้วคนขับก็จะยื่นเมนูราคามาให้เราเลือก หรือจะเลือกเหมาให้พาเราเที่ยวก็ได้ โดยราคาเหมาแบบตายตัวจะอยู่ที่ ๒๐๐ บาทต่อหนึ่งชั่วโมงต่อคัน (คันหนึ่งน่าจะนั่งได้ประมาณ ๕-๖ คน) ซึ่งถ้าไปกันหลายคนก็เฉลี่ยกันไม่แพงเท่าไร
แต่ผมอยากจะแนะนำสำหรับท่านที่ยังไม่ข้อมูลของสถานที่ท่องเที่ยวในอยุธยาเลยก็ให้ไปที่ “สำนักงาน ททท. ภาคกลางเขต ๖” ซึ่งที่แนะนำให้ไปที่นั้นก็เพื่อไปขอแผนที่สถานที่ท่องเที่ยวและรายละเอียดต่างๆ ถ้านั่งรถจากสถานีรถไฟไปสำนักงาน ททท. ก็อยู่ในราคา ๖๐-๗๐ บาท ซึ่งถ้านั่งรถไปจริงๆ แล้วก็ถือว่าไกลพอควร เทียบราคากับการนั่งแท็กซี่ในเมืองหลวงก็พอๆ กัน
เมื่อไปถึง ททท. แล้วสิ่งที่จะเห็นเป็นอันดับแรกก็คือป้าย “มรดกโลก” ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ที่หน้าตึก มรดกโลกนี้ทาง “องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติหรือยูเนสโก (UNESCO)” ได้มีมติรับนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีอาณาเขตครอบคลุมอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา และเป็นพื้นที่ที่ได้รับการจัดตั้งเป็นอุทยานประวัติศาสตร์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ ไว้ในบัญชีมรดกโลก เมื่อวันที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๓๔ ณ กรุงคาร์เธจ ประเทศตูนีเซีย พร้อมกับอุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย-อุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย-อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร อีกด้วย เมื่อมองจากป้ายมรดกโลกไปด้านหลังจะเห็น “ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา” ซึ่งเป็นศาลากลางหลังเก่า แต่ที่เด่นสะดุดตาก็คือ รูปปั้นของพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์ต่างๆ เช่นสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ฯลฯ ซึ่งพระนครศรีอยุธยานั้นในตามที่ทราบกันดีว่า ในอดีตคือราชธานีเก่าของไทยโดยรวมระยะเวลาทั้งสิ้น ๔๑๗ ปีนับว่าเป็นราชธานีที่มีอายุมากที่สุดของไทย โดยมีราชวงศ์ที่ปรกครองรวมทั้งสิ้น ๕ ราชวงศ์ประกอบด้วย ราชวงศ์อู่ทอง ราชวงศ์สุพรรณภูมิ ราชวงศ์สุโขทัย ราชวงศ์ปราสาททอง และราชวงศ์บ้านพลูหลวง มีกษัตริย์ปรกครองทั้งสิ้น ๓๓ พระองค์ โดยมีปฐมกษัตริย์คือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง)
ศาลหลักเมืองของจังหวัด
ถึงวังช้างแลเพนียดแล้ว
เมื่อถ่ายรูปและชื่นชมความงามเสร็จแล้วก็เดินเข้าในในตึกทางด้านขวามือจะเห็นสำนักงานท่องเที่ยวอยู่ เดินเข้าไปเลยครับแล้วแจ้งว่าจะขอรับแผนที่ท่องเที่ยว ทางพนักงานก็จะยืนสมุดมาให้เราเซ็น (คล้ายสมุดเซ็นเยี่ยม) นอกจากเราจะได้รับแผ่นที่ท่องเที่ยวในจังหวัดอยุธยาแล้ว ทางสำนักงานท่องเที่ยวก็จะมีแผ่นที่และแหล่งท่องเที่ยวมากมายโดยเฉพาะภาคกลางแจกให้อีกด้วย และภายในสำนักงานแห่งนี้นอกจากอาคารศาลากลางจังหวัดแห่งนี้จะมีสำนักงานท่องเที่ยวแล้วยังมี “หอนิทรรศการประวัติศาสตร์” ให้เราได้เดินชมอีกใครอยากชมก็ตามสบายเลย
เดินชมเสร็จแล้วก็ออกมาจากศาลากลางเดินถึงถนนใหญ่ให้เลี้ยวซ้ายสิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกเลยคือ “สถานีตำรวจท่องเที่ยว” ในส่วนของสถานีนี้ที่ผมเห็นจะมีจักรยานให้เช่าด้วย ถ้าใครคิดว่าเดินไม่ไหวก็ลองเข้าไปไถ่ถามราคาได้ คิดว่าไม่แพงเกินไปนัก จากสถานีตำรวจท่องเที่ยวเดินตรงไปเรื่อยๆ ไม่ไกลนักทางซ้ายอีกเช่นกันจะเป็นที่ตั้งของ “ศาลหลักเมือง” แล้วตรงจากศาลหลักเมืองไปจะมีสี่แยก ซึ่งสี่แยกตรงนี้เรียกว่า “สี่แยกตะแลงแกง” จากสี่แยกเราก็จะเห็นป้ายของ “วังช้างอยุธยา แล เพนียด” อยู่ตรงข้าม
ให้นมช้าง
"วันนี้คล้ายขอทาน อดีตกาลเคยกู้ชาติ" ถ้อยความอันน่ารันทด
ช้าง ช้างน้องเคยเห็นช้างรึเปล่า?
ปัจจุบันปางช้างในประเทศไทยนั้นมีมากมายไม่ว่าจะเป็นที่ศูนย์ฝึกช้างเชียงดาวจังหวัดเชียงใหม่ ศูนย์อนุรักษ์ช้างไทยจังหวัดลำปาง หมู่บ้ายช้างบ้านตากลางจังหวัดสุรินทร์ แต่ที่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุดก็เห็นจะเป็นที่ “วังช้างอยุธยา แลเพนียด” จังหวัดอยุธยา ซึ่งปางช้างที่นี่นั้นก็มีช้างอยู่ประมาณ ๑๐๐ เชือก นักท่องเที่ยวสามารถให้อาหารช้างและสามารถชมความเป็นอยู่ของช้างอย่างใกล้ชิดได้ อีกทั้งยังเปิดให้นักท่องเที่ยวพักแรมในลักษณะ “โฮมสเตย์” ได้อีกด้วย
ก่อนที่จะไปนั่งช้างเรามาเรียนรู้เรื่องช้าง และความสำคัญของชาติอันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทยซักหน่อย ช้างนับว่าเป็นสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ช้างแบ่งออกเป็น ๒ ตระกูลใหญ่ๆ คือ “ช้างแอฟริกา” และ “ช้างเอเชีย” ช้างที่พบเห็นในประเทศไทยนั้นเป็นช้างในตระกูลช้างเอเชีย มีลักษณะเด่นโดนรวมคือ สวยงาม ฉลาด ผิวหนังมีสีเท่าปนน้ำตาลเหลืองอ่อน มีรอยย่นทั่วไปแต่ไม่ลึกเหมือนช้างแอฟริกา อีกทั้งขาก็จะไม่เรียวมากนัก บริเวณเท้าข้างหน้ามีเล็บเล็กๆ อยู่ ๕ เล็บ ส่วนเท้าหลังนั้นมี ๔ เล็บ หางมีหลายพู่ ขนสั้น ช้างจะกินอาหารวันละประมาณ ๒๕๐ กิโลกรัม ช้างไทยนั้นจะเดินช้า แม้นจะดุแต่ก็มีนิสัยขี้อายและสามารถได้ยินเสียงได้เร็วและไกลแม้เสียงนั้นจะอยู่ห่างไกลหลายกิโลเมตร โดยเฉลี่ยแล้วช้างจะมีอายุ ๖๐ ปีสามารถให้กำเนิดลูกได้เมื่ออายุ ๑๖-๕๐ ปี โดยที่ตลอดชีวิตนั้นแม่ช้างสามารถมีลูกได้ ๓-๔ ตัวเท่านั้น การตั้งท้องของช้างก็อยู่ประมาณ ๒๑-๒๒ เดือน ในเวลาที่ช้างตกลูกนั้นแม่ช้างมักจะหาช้างพังไว้เป็นเพื่อนซึ่งจะเรียกว่า “แม่รับ” แม่รับจะทำหน้าที่ช่วยเลี้ยงลูกช้าง อีกทั้งแม่รับนี้จะรักและห่วงลูกช้างมากกว่าแม่จริงเสียอีก การตกลูกของช้างนั้นจะใช้เวลาไม่เกิน ๒-๓ ชั่วโมง โดยก่อนตกลูกช้างนั้นแม่ช้างจะบริเวณที่มีหญ้าอ่อนหรือพื้นนุ่มไว้รองรับลูกช้างที่จะเกิดมา
พาเดินร้อนๆ ต้องอาบน้ำหน่อย
งามสง่า
ช้างไทยหรือช้างเอเชียนี้จัดได้ว่าเป็นช้างที่ฉลาดที่สุด ฉะนั้น ช้างจึงถูกนำมาฝึกเพื่อใช้งานร่วมกับมนุษย์อยู่เสมอ ไม่เพียงถูกนำมาฝึกงานเท่านั้น ช้างยังถูกนำมาฝึกให้ช่วยรบอีกด้วย และเหตุการณ์หลายเหตุการณ์ที่สำคัญในประวัติศาสตร์ไทยก็เกี่ยวเนื่องมาจากช้างมากมาย เช่นเหตุการณ์ที่สมเด็จพระศรีสุริโยทัยขับช้างเข้าขวางข้าศึก จนเป็นเหตุให้พระเจ้าแปรได้ทีฟันสมเด็จพระศรีสุริโยทัยสิ้นพระชนม์ซบลงบนคอช้าง หรือเมื่อคราวที่พระนเรศวรกระทำยุทธหัตถีชนะพระมหาอุปราชา เมื่อช้างมีความสำคัญกับประเทศถึงเพียงนี้ ก็ไม่แปลกที่ครั้งหนึ่งในอดีตเราจะมีธงชาติที่มีรูปช้างปรากฏอยู่
อดีตสมัยสมเด็จพระพุทธเลิศล้านภาลัย รัชกาลที่ ๒ พระองค์ทรงได้ช้างเผือกมา ๓ เชือก ซึ่งตามประเพณีไทยถือว่าเป็นเกียรติยศอย่างยิ่ง จึงมีพระราชโองการให้มีรูปช้างเผือกไว้กลางวงจักรในเธอเรือหลวง ต่อมาสมัยพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๔ ทรงมีพระดำริว่า ธงสีแดงซึ่งเรือสินค้าของไทยใช้อยู่นั้นซ้ำกับประเทศอื่น ควรจะใช้ธงอย่างเรือหลวงเป็นธงชาติ แต่โปรดให้เอารูปจักรสีแดงออก เพราะเป็นเครื่องหมายของพระเจ้าแผ่นดิน คงไว้แต่รูปช้างเผือกอยู่ตรงกลางธงแดงเท่านั้น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระพุทธจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบธงสยาม ลงวันที่ ๒๕ มีนาคม ร.ศ. ๑๑๐ (พ.ศ. ๒๔๓๔) กำหนดธงต่างๆ ถึง ๑๓ ชนิด นับเป็นพระราชบัญญัติธงฉบับแรกของไทย ในพระราชบัญญัตินี้กำหนดไว้ให้เรียกว่า “ธงสยาม” มีลักษณะเป็นรูปธงช้างเผือกบนพื้นสีแดง ใช้สำหรับเรือกำปั้นและเรือพ่อค้าทั่วไป ส่วนเรือหลวงใช้ธงช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่น ที่มุมธงด้านบนมีจักรสำหรับชักท้ายเรือพระที่นั่ง
พระองค์นี้ที่มีคนถ่ายรูปกัน
วิหารมงคลบพิตร
วิหารอีกมุมหนึ่ง
ดังจะเห็นได้ว่า ช้างนั้นเป็นสัตว์ที่มีคุณค่าและอยู่คู่ประเทศไทยมาช้านาน ฉะนั้นจึงเป็นที่น่ายินดีว่า “คณะอนุกรรมการประสานงานการอนุรักษ์ช้างไทย” ซึ่งได้เล็งเห็นว่าหากมีการสถาปนาวันช้างไทยขึ้น ก็น่าจะช่วยให้ประชาชนสนใจช้าง รักช้าง หวงแหนช้าง และให้ความช่วยเหลือมากขึ้น คณะอนุกรรมการฯ จึงมีมติให้วันที่ ๑๓ มีนาคมของทุกปีเป็น “วันช้างไทย” โดยได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๑
เมื่อเรียนรู้เรื่องช้างและความสำคัญของชาติอันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ชาติไทย แล้วถึงตอนนี้มีใครอยากลองนั่งช้างไหม? ซึ่งราคาการนั่งช้างของที่ปางแห่งนี้นั้นก็อยู่ที่ ๑๐๐ บาทต่อคนต่อ ๑๐ นาที ช้างจะพาเราเดินออกจกปางช้างไปถึงสี่แยกตะแลงแกง เลี้ยวซ้ายไปทางคุ้มขุนแผน แล้วมุ่งไปยังวิหารพระมงคลบพิตร แต่จะไปไม่แล้วจึงวกกลับปาง ซึ่งการนั่งช้างนั้นสนุกตื่นเต้นไปอีกแบบ ความรู้สึกคล้ายกับว่าเรานั่งรถสูงๆ ที่ไม่มีหลังคาแถมยางแตกข้างหนึ่ง คือมันจะโยกไปโยกมาตลอด
เหนื่อยก็กิน
สาวต่างชาติ
หนูน่ารักไหม ?
แต่ถ้าใครไม่กล้านั่งช้าง ทางสถานที่ก็มีที่ให้นั่งรอพร้อมทั้งมีซุ้มจำหน่ายอาหารช้างเช่นสมุนไพร ไอศกรีม หรือแม้นกระทั่งป้อนนมให้ช้างด้วย อาหารนั้นก็คือกล้วยราคาอยู่ที่ ๒๐ บาทต่อตะกร้า ส่วนนมช้างนั้นอยู่ที่ ๕๐-๑๐๐ บาทต่อเหยือก โดยการที่จะให้นมช้างนั้นก็คล้ายๆ ให้น้ำเกลือคน คือจะมีกระบอก (ที่เห็นใช้ขวดน้ำอัดลมอันใหญ่) แล้วต่อสายยางขนาดเล็กใส่ปากช้าง เราจะเทนมใส่กระบอกอย่างช้าๆ แล้วช้างก็จะดูดนมจากสายยางนั้นเอง
และที่ซุ้มนี้ทำให้ผมรู้สึกอดสะท้อนใจอะไรบ้างอย่างไม่ได้นั้นก็คือถ้อยคำที่เขียนไว้ว่า “วันนี้คล้ายขอทาน อดีตกาลเคยกู้ชาติ” และเมื่อนั่งไตร่ตรองดูก็จริงอย่างที่เขียนไว้ ผมอยู่ในเมืองหลวง เกือบทุกครั้งที่ออกไปนอกบ้านในยามค่ำน้อยครั้งที่ผมจะไม่เห็นภาพชายฉกรรจ์เที่ยวเร่ขายอาหารช้าง ถุงละ ๒๐ บาท เมื่อมองภาพเหล่านั้นนานเข้า โดยเฉพาะหลังจากที่เห็นป้ายนั้นที่หน้าซุ่มทำให้ผมอดที่จะสะท้อนใจอยู่ลึกๆ ไม่ได้
จากปางช้างเดินไปทางคุ้มขุนแผนแวะดูคุ้มที่สวยงาม ซึ่งเป็นบ้านทรงไทยสมัยก่อนซักครู่ แล้วค่อยเดินต่อไม่นานก็จะมาถึง “วิหารมงคลบพิตร”
วิหารมงคลบพิตรนี้ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์ ภายในมีพระพุทธรูปปางมารวิชัย มีหน้าตักกว้าง ๙.๕๕ เมตร และสูง ๑๒.๔๕ เมตร ซึ่งก็นับว่าเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่องค์หนึ่งของไทย ทว่าไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าสร้างในสมัยใด แต่สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นราวปี พ.ศ. ๑๙๙๑-๒๑๔๕
เมื่อเข้าไปกราบไหว้พระพุทธรูปในวิหารมงคลบพิตรเรียบร้อยแล้ว ก็ออกมาเดินเที่ยวชมบริเวณรอบๆ ดู ซึ่งด้านหลังของวิหารนั้นจะมีบรรดาพ่อค้าแม่ค้าเปิดร้านขายของฝากมากมาย ซึ่งของฝากที่ขึ้นชื่อก็มีตั้งแต่ผลไม้แช่อิ่ม โรตีสายไหม แคบหมูไร้มัน โดยเฉพาะหนังปลาทอดกรอบนั้นมีขายมากมาย อีกทั้งสนนราคาไม่แพงเกินไปนัก (สามห่อ ๕๐ บาท รับรองทานได้เป็นวันๆ)เหมาะที่จะซื้อเป็นของฝากหรือเอาไว้ทานเล่นบนรถไฟเที่ยวกลับได้เลย
ของดอง ของฝาก น่ากิน
หนังปลาสามสามห่อห้าสิบบาท คุณภาพสมราคา
เอามาใส่เย็นตาโฟกินอร่อยมากๆ
น้ำพริก แคบหมู ก็อร่อยไม่แพ้เมืองเหนือ
ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยานั้น แม้นโดยรวมแล้วจะเป็นเพียงจังหวัดที่ไม่ใหญ่เกินไปนัก ทว่าสถานที่ท่องเที่ยวนั้นมีมากมายอาทิเช่นวันพระศรีสรรเพชญ์ พระราชวังโบราณ บึงพระราม พระราชายุสาวรีย์สมเด็จพระศรีสุริโยทัย ฯลฯ ซึ่งก็แน่นอนใครก็ไม่สามารถเที่ยวได้หมดภายในวันเดียว แต่ก็สามารถไปเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับจากกรุงเทพฯ ได้ไม่ยากนัก
ซึ่งถ้าหากท่านมีแผนที่จะเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัด โดนมีงบประมาณและเวลาที่จำกัดแล้วหละก็ “จังหวัดพระนครศรีอยุธยา” นั้นก็น่าจะเป็นจังหวัดที่เป็นตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ท่านน่าจะลองเลือกดู
เชื่อเถอะว่าหลังจากที่คุณกลับเมืองหลวง คุณก็อยากจะกลับไปเที่ยวอีกในไม่ช้า
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : คู่มือการท่องเที่ยว พระนครศรีอยุธยา ททท. สำนักงานภาคกลางเขต ๖
คู่มือช้างไทย : อนุสาร อ.ส.ท. ฉบับเดือนมีนาคม ๒๕๕๑
ปล.ใครมีนิตยสารสกุลไทยรายสัปดาห์ประจำวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๒ ผมขอซื้อต่อนะครับ มีเรื่องสั้นของผมตีพิมพ์อยู่ ผมซื้อเก็บไว้ไม่ทัน ขอบคุณล่วงหน้าครับ
ว้าว พี่แสงฯมาเที่ยวปางช้างอยุธยา ขอบคุณครับถ่าย
ยังไม่ได้มีโอกาสแวะไปบ้านใครเลย แต่อีกไม่ช้าครับ พอดีมีงานด่วนเข้ามาต้องเร่งทำก่อน รักาสุขภาพด้วยครับทุกท่าน
#1 By แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า on 2009-09-19 09:39