เสียงเรียก

posted on 10 Jul 2009 07:03 by sangsatth  in ShortStory

เสียงเรียก

 

 

 

ผมตัดสินใจกลับมาที่นี่อีกครั้ง หลังจากที่ผมไม่คิดจะกลับมาอีกเลย ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี จนดูเหมือนว่าที่นี่เป็นเพียงที่ๆ ผมเคยอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น...ผ่านมาเพื่อแวะพักแล้วก็จากไป และพร้อมที่จะลืมเลือนมันไปทุกเมื่อ ทว่าสถานที่แห่งนี้ก็ฝากบางสิ่งฝังไว้ในใจของผม บางสิ่งที่ผมไม่อาจขจัดมันออกไปจากชีวิตได้ และบางสิ่งนั้นนั่นเองมันได้ฉุดให้ผมจากเมืองหลวงเพื่อกลับมาหามันในวันนี้

สิบกว่าปีแล้วที่หูทั้งสองข้างของผมได้ยินแต่เสียงเคาะฝาบ้าน มันดังก้องทั้งยามหลับและยามตื่น กระทั้งว่าผมอยู่ที่ไหน ในที่ๆ มีเสียงอึกทึกคึกโครม หรือในที่ๆ เงียบสงัดที่สุดก็ตาม เสียงนั้นมันยังคงดังอยู่อย่างไม่เคยจางหาย

ตอนนี้ผมกำลังเดินอยู่บนทางที่ผมเดินไปโรงเรียนและกลับบ้านทุกวัน ผมหันไปยิ้มทักคนกลุ่มหนึ่งที่รู้จักแต่ไม่เอ่ยปาก พวกเขายิ้มทักตอบแต่สีหน้ามีแววสงสัย “ไอ้หมอนี้เป็นใคร” พวกเขาคงไถ่ถามกันไปมาในกลุ่ม เพียงครู่อาจมีคนตอบว่า “อ้อ...ก็ลูกไอ้ขี้เมาประจำหมู่บ้านที่แม่มันตายเนื่องจากเอาแต่เคาะฝาบ้านจนไม่กินไม่นอนนั้นแหละ!”

ผมมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านไม้ชั้นเดียว บริเวณบ้านยังดูสะอาด อาจจะเป็นยายของผมที่เข้ามาถางหญ้าและดูแลไม่ให้ที่นี่ดูทรุดโทรมเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมยังมองเห็นความหม่นหมองครอบคลุมอยู่ทั่วบริเวณอยู่ดี

“เอ็งกลับมาเมื่อไร” เสียงหญิงชราทักขึ้นด้านหลังผม

ผมหันกลับไปเห็นใบหน้าเหยี่ยวย่นอันคุ้นเคยก่อนตอบ “เมื่อเช้า”

“ไหนว่าเอ็งจะไม่กลับมาแล้วไง” แกถามใบหน้านิ่งเฉยเหมือนสายน้ำที่นิ่งเงียบ

ผมคิดถึงจดหมายฉบับสุดท้ายที่ส่งมา เนื้อความในจดหมายบรรทัดสุดท้ายผมเขียนเอาไว้เช่นนั้น

“ก็ไม่มีอะไรฉันแค่อยากกลับมาดูมันเท่านั้น”

“หึๆ...เอ็งทนเสียงเรียกของแม่เอ็งไม่ได้ล่ะสิ” อีกฝ่ายถามอย่างรู้ทัน

“ก็ใช่”

“แม่เอ็งน่ะมันเรียกทุกคนนั่นล่ะ เรียกเอ็ง เรียกข้า แม้กระทั้งคนตายอย่างตา และพ่อเอ็งมันก็ยังเรียก”

ผมนิ่งไม่พูดอะไรแล้วหันหลังกลับ ก้าวเดินผ่านรั้วบ้านเข้าไปข้างใน “ทำไมไม่ขายที่นี่ไปซะ”

“ขายแล้วเอ็งจะไปอยู่ที่ไหน”


“ฉันก็มีที่ของฉันแล้ว”

“ข้ารู้ว่าอย่างไรเอ็งก็ต้องกลับมา ซักวันหนึ่งนั่นล่ะ ข้าคิด...แม่เอ็งเรียกหาทุกวันไม่ใช่รึ เอ้อ...ใช่แต่แม่เอ็งเท่านั้น อีเดือนอีกคนด้วย ข้าเห็นวันๆ มันเอาแต่นั่งร้องไห้หาเอ็งอยู่ท้ายทุ่งตั้งแต่เอ็งจากไป จนป่านนี้มันยังไม่เลิกร้องเลย”

‘เดือน’ ผมทวนชื่อนี้ในใจหลายรอบ แล้วนั้นเองเสียงร้องไห้ของผู้หญิงก็ดังลอยมาจากที่ไหนซักแห่ง

“ตั้งแต่ฉันไปฉันก็แทบจะไม่รู้ข่าวคราวอะไรเลย ตำรวจจับตัวคนร้ายได้หรือเปล่าล่ะ” ผมถามคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเดือนเมื่อสิบกว่าปีก่อน

“จะไปได้อะไร” อีกฝ่ายตอบน้ำเสียงดูหมิ่น “มันก็เหมือนคราวพ่อเอ็งนั่นล่ะ จับมือใครดมไม่ได้ซักคน อ้อ...ถ้าเอ็งว่าง ๆ ก็ไปเยี่ยมอีเดือนมันบ้างล่ะ ข้าน่ะสงสารมัน”

“เดี๋ยวฉันจะไป แต่ตอนนี้ฉันขออยู่คนเดียวได้ไหม” ผมรู้สึกเหมือนแกจะคอยหยิบยื่นความเจ็บปวดให้ผมนับตั้งแต่เจอกันเมื่อครู่

“อึมม์...เอ็งก็เหมือนแม่เอ็ง เหมือนอีเดือน แล้วอย่าเรียกข้าให้ได้ยินล่ะ” หญิงชราพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งน้อยใจแล้วเดินจากไป


ผมเปิดประตูเข้าไปอย่างช้าๆ บ้านนี้ไม่ได้ใส่กุญแจ เพราะภายในนี้ไม่มีสมบัติอะไรที่จะแปรเปลี่ยนเป็นเงินทองได้ทั้งนั้น

ทันทีที่ผมก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางตัวบ้าน กลิ่นอันคุ้นเคยก็ลอยล่องเข้าจมูกผมทันที ‘กลิ่นของแม่’ ใช่...ความรู้สึกบอกกับผมเช่นนั้น แล้วนั่นเองเสียงเคาะก็ดังขึ้น มันไม่ใช่ดังก้องอยู่ในหูของผมเช่นเดิม แต่มันดังอยู่ใกล้ๆ ตัวผม ในห้องที่อยู่ซ้ายมือนั่นแล้วผมเปิดประตูห้องของแม่เข้าไป ปรายตามองดูเตียงที่ติดกับฝาบ้าน ในความสลัวนั้นผมเห็นแต่ความว่างเปล่า ‘ฉันกลับมาแล้วนะแม่’ ผมพูดออกมาเบาๆ แล้วเดินไปที่หน้าต่างค่อยๆ เปิดมันออก แสงจากภายนอกส่องเข้ามาทันทีพร้อมกับสายลมที่พัดเข้ามา ผมหันไปมองที่เตียง สายลมที่ผ่านเข้ามาทางหน้าต่างหอบเอาฝุ่นที่เกาะอยู่ตามที่ต่างๆ ฟุ้งกระจ่าย เพียงครู่ผมจึงเห็นว่าฝุ่นเหล่านั้นก่อตัวขึ้นเป็นร่างของแม่ที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ผมเกือบเอ่ยปากถามอย่างเคยชินว่าแม่กินอะไรหรือยัง แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อสายลมหอบเอาภาพตรงหน้านั้นมลายหายไปในอากาศ ผมเดินออกจากห้องพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มไหลออกมา


ผมเดินออกจากห้องพลางมองไปที่ห้องของตนเองที่อยู่ติดกัน แล้วตัดสินใจเดินไปเปิดมัน

“จะเอาเงินค่าเทอมลูกไปไม่ได้นะ” เสียงของแม่ดังลอดเข้ามาตามฝาห้อง

“ทำไม...ถ้าไม่มีก็ไปผลัดเขาก่อนสิวะ ไม่เห็นจะยากอะไรเลย” เสียงของพ่อดังสวนขึ้นมาแทบจะทันที

“ฉันผลัดมาจนไม่รู้เท่าไรแล้ว ครูบอกว่าถ้าไม่เอาไปให้พรุ่งนี้จะไม่มีสิทธิ์สอบ”

“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องเรียน...เอามานี่”

“ไม่...” เสียงของแม่ดังกระแทก

“เอ็งอยากลองดีใช่ไหม” สิ้นคำพูดของพ่อเสียงครวญครางของแม่ก็ดังขึ้น แม้มันจะเพียงชั่วครู่แล้วเงียบ แต่ความรู้สึกของผมกลับเหมือนว่ามันเนิ่นนานเป็นแรมปี

ไม่นานแม่เดินเข้ามาในห้องใบหน้าของแม่เต็มไปด้วยริ้วรอย มองเหมือนนักชกที่พึ่งผ่านสังเวียนมาใหม่ๆ ผมเดินเข้าไปโอบร่างของแม่ไว้ในวงแขน แล้วจูงมือแม่ให้มานั่งบนฟูกสีหม่น เราทั้งสองต่างไม่เอ่ยอะไรต่อกัน เหตุการณ์เช่นนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่มันบ่อยจนเราต่างชาชินไปกับมัน

แม่กอดผมไว้นาน แต่ร่างของแม่สั้นสะท้านด้วยเสียงสะอื้นไห้ ผมค่อยๆ ขยับกายหนุนที่ตักของแม่ แม่ลูบผมของผมไปมาพร้อมกับเสียงเพลงกล่อมของแม่ เสียงเพลงกล่อมที่ดังเป็นเสียงสะอื้นไห้ แล้วผมก็เคลิ้มหลับไป


 ผมปิดประตูโดยไม่คิดจะเข้าไป เสียงเคาะฝาบ้านยังดังอยู่ ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปสัมผัสตรงส่วนที่เกิดเสียง น้ำตาของผมยังคงหลั่งไหลออกมา ความรู้สึกนั้นผมไม่แม้แต่พยายามจะหยุดมัน ปล่อยให้มันไหลออกมาช้าๆ  อย่างที่ใจผมต้องการ

 “กลับมาอยู่บ้านเราเถอะลูก” เสียงแม่ดังลอดออกมาจากฝาบ้าน

 “ไม่...ฉันกลับมาอยู่ที่นี่ก็เท่ากับว่าฉันทำร้ายตัวเอง” ผมตอบขาสั้นแทบจะทรุดนั่ง

 “ลูกหนีมันไม่พ้นหรอก มันเป็นชะตากรรมของลูก”

 “ไม่เลยแม่ ชะตากรรมมันเป็นคำที่ฟุ่มเฟือยเกินไป” ผมตอบกระแทกเสียงอย่างมีอารมณ์ “การที่แม่ต้องเจอพ่อ การที่พ่อเป็นแบบนั้น และที่แม่เป็น ที่ผม และ...และเดือนต้องเจอหาใช่ชะตากรรม แต่มันคืออำนาจต่างหากแม่ตกอยู่ใต้อำนาจของพ่อ พ่อตายเพราะอำนาจที่มองไม่เห็น เดือนด้วย แล้วผมก็ตกอยู่ใต้อำนาจของเหตุการณ์ทั้งหมด”

เสียงของแม่เงียบไป เหมือนยอมจำนนต่อคำพูดของผม ทว่าเสียงเคาะฝาบ้านยังคงดังอยู่ “ผมขอไปเยี่ยมเดือนก่อนแล้วกัน” ผมพูดแล้วเดินจากมาอย่างช้าๆ


เสียงของคนตบประตูบ้านทำให้ผมและแม่ที่นอนอยู่ข้างๆ สะดุ้งตื่นขึ้นมา แม่งัวเงียเดินออกไปตามเสียงเรียกแล้วกลับเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่ซีดเผือด “พ่อตายแล้ว” แม่พูดเท่านั้นแล้วก็ทรุดร่างลงร่ำไห้ ผมยังนั่งอยู่บนฟุกมองร่างของแม่สั่นไหวอยู่โดยไม่ลุกไปหา

เรื่องการตายของพ่อนั้นตำรวจไม่สามารถจับใครได้เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจน บางคนว่าเป็นคนต่างหมู่บ้าน บางคนว่าอาจจะพวกที่กินเหล้าด้วยกันเองเพราะพ่อเป็นคนที่ชอบพูดขวางใครต่อใครเวลาเมา แต่สำหรับผมไม่เคยคิดที่จะหาคำตอบใดๆ จากเหตุการณ์นั้นเลย


หลังจากงานศพของพ่อผ่านไปไม่กี่วันแม่ล้มป่วยลงเพราะไม่ได้กินได้นอน ผมไม่เข้าใจความรู้สึกของแม่ในตอนนั้นมากนัก แม้อย่างนั้นก็ตามผมก็ไม่เคยคิดถามอะไรนอกจากดูแลและพยายามให้แม่ฝืนกินข้าว แต่แม่ก็ไม่เคยยอมทำตามความต้องการของผมเลยซักครั้ง แม่เอาแต่นอนซมอยู่บนเตียง ยามเมื่อแม่ต้องการผมหรือต้องการใคร แม่ก็จะเคาะฝาห้องให้ผมได้ยินแล้วผมก็จะรีบวิ่งไปหา ทรุดร่างนั่งที่ขอบเตียงมองดูสภาพความป่วยไข้ของแม่

แม่ตายในคืนหนึ่ง ไม่มีใครเข้าใจแม่แม้กระทั่งตัวผม มือข้างที่แม่เคาะฝาบ้านเต็มไปด้วยเลือดสีแดง สัปเหร่อที่มาเอาศพของแม่บอกว่ามือข้างนั้นไม่มีแม้แต่กระดูก มันนิ่มและอ่อนยวบ ผมคิดว่าคงเป็นเพราะแม่เอามือข้างนั้นเคาะฝาบ้านมาเป็นแรมปี เคาะเพื่อเรียกผม เรียกใครสักคนเพื่อไปอยู่ให้คลายเหงานั่นล่ะ    แล้วแม่ก็จากไปพร้อมกับเสียงเคาะเรียกนั้นที่ดังก้องอยู่ในหูของผม


ผมมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าต้นไม้ใหญ่ เห็นร่างสีทึบเทาของผู้หญิงผมยาวนั่งคุดคู้อยู่ที่ใต้ต้น “เดือน” ผมเรียกชื่อเธอเบาๆ เธอไม่แม้แต่เงยหน้ามามองผม คงมีเพียงใบไม้ที่โปรยปรายลงจากต้นอย่างไม่ขาดสายเท่านั้นที่ที่ทำให้ผมรับรู้ว่าเธอรู้ว่าผมมาหา

“ในที่สุดเธอก็มา” เสียงดังมาจากร่างตรงหน้าผม

“ฉันพยายามจะหนีมันไป แต่ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างเรียกฉันให้กลับมา”

“เธอไม่อาจหนีมันพ้น...” เดือนพูดร่างของเธอยังคงอยู่ในลักษณะเช่นเดิม

“ตอนฉันไปใหม่ๆ ฉันคิดว่าฉันสามารถหนีมันพ้น แต่ตอนนี้ฉันคิดว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น” ผมพูดเสียงของผมสั่นเครือไม่ต่างจากร่างที่นั่งอยู่ตรงหน้า “สิ่งเดียวที่ฉันอยากพูดกับเธอคือ ฉัน...ฉันเสียใจฉันไม่สามารถปกป้องอะไรเธอได้เลย”

 “ถ้าเธอจากไปเพราะรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เปล่าเลย ไม่มีใครผิดหรอก นอกเสียจากไอ้พวกสาระเลวพวกนั้น มันทำร้ายและมันฆ่าฉัน” เธอพูดน้ำเสียงเกรี้ยวกราดระคนสะอื้นไห้

ใบไม้ยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาด ร่างของเดือนยังคงนั่งนิ่งอยู่ในลักษณะเช่นเดิม น้ำตาและเสียงเคาะนั้นก็ยังคงอยู่

“เธอจะกลับมาอยู่ที่นี่ไหม” อยู่ๆ เธอก็ถามขึ้น

 “ไม่รู้...” ผมตอบในหัวของผมสับสนไปหมด

เราทั้งสองต่างเงียบนิ่ง สายลมพัดเป็นจังหวะเพลงเศร้า ผมแหงนดูท้องฟ้า และรู้ว่ายามค่ำกำลังจะมาเยือน  ใบไม้ยังคงโปรยปรายลงมาจากลำต้นอย่างไม่ขาดสาย พร้อมกับหิ่งห้อยที่กำลังเปล่งแสงสีเขียวสดและพากันโอบล้อมร่างของผมและเดือนไว้

“เธอจะกลับมาอยู่ที่นี่ไหม” เธอถามคำถามเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอเงยหน้าขึ้นมามองผม ผมมองใบหน้าของเธอ เห็นได้ชัดถึงความเศร้ารันทดอยู่ในวงหน้า และตอนนี้ผมเองกลับเป็นฝ่ายก้มหน้านิ่ง

ทุกสรรพสิ่งต่างหยุดนิ่ง แม้ใบไม้และหิ่งห้อยที่เคลื่อนไหวต่างก็หยุดนิ่งลอยคว้างอยู่กลางอากาศ คงมีเพียงผมและเธอเท่านั้นที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ เคลื่อนไหวโดยความรู้สึกผ่านสายตาเท่านั้น


ผมเดินจากมาโดยไม่ตอบอะไรสองข้างทางเป็นก่อหญ้าสลับกับไร่ลำไยที่ดูเงียบสงบ พลบค่ำกำลังจะมาเยือน น้ำตาของผมยังคงไหลอาบแก้ม ผมคิดว่าบางทีการกลับไปหาอดีตก็คือการกลับไปหาความทุกข์เศร้าที่มันฝังอยู่ในใจ แต่ทั้งๆ ที่เรารู้เช่นนั้น เราก็ยังกลับไปหามัน อย่างจงใจและเผลอไผล ราวกับความมันเป็นความรู้สึกที่ข่มขื่นระคนหอมหวาน สุขและเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสอย่างไรอย่างนั้น

และแล้วในหัวของผมตอนนี้มีอยู่เพียงทางเลือกสองทางคือ ผมจะยอมรับมันโดยดุษณีหรือจะหลีกหนีมันไป.....

 

“แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า”

หมายเหตุ  พิมพ์ครั้งแรกหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก เสาร์ที่  ๒๓ เมษายน  ๒๕๔๘
พิมพ์รวมเล่มในรวมเรื่องสั้น “ยิ้มอัปสรในรัตติกาล” พ.ศ.๒๕๔๙

ปล. ๑. ขอขอบคุณภาพสวยๆ จากอินเตอร์เน็ตครับ

ปล. ๒. เปิดรับ "มิตร (หลัง) ภาพ" โดยการส่งโปสการ์ดถึงกันได้ที่ "แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า ๑๒๔ หมู่๑ บ้านดินดำ ตำบลเกิ้ง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ๔๔๐๐๐

ปล. ๓. เนื่องจากหนังสือใกล้จะหมดสัญญาและไม่มีขายแล้ว ผมเลยนำมาให้อ่าน

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

มาทักทายก่อน แล้วจะกลับมาอ่านอีกครั้งค่ะ

..
big smile

#1 By TwoM on 2009-07-10 07:11

ตกลงว่าเดือน เค้าตายด้วยหรือเปล่าคะ ?
อ่านแล้ว เหงา ดึจัง
embarrassed

#2 By ta_THINK_nhong on 2009-07-10 07:25

นักเขียน...ย่อมเขียนได้ดีจังค่ะ

#3 By มิตร on 2009-07-10 07:50

คนส่วนมากหนีมันไปไม่พ้นหรอก...

#4 By mammoz on 2009-07-10 07:51

อ่านแล้วน่ากลัวเชียวค่ะ เศร้าด้วย..

#5 By แอ้ on 2009-07-10 08:16

ว้าวwink

ปกติเห็นหนังสือยาวขนาดนี้ เราอาจหลับไปแล้ว

แน่ เนื้อหาไหลลื่น ไม่รู้สึกติดขัด หรือื เกิดอากรา

แอนตี้ ชอบจังเลย

#6 By youuue on 2009-07-10 08:33

อ่านยังไม่จบค่ะ พอดีมีงานต้องออกไปข้างนอก

เดี๋ยวมาอ่านต่อ

แต่อ่านต้นเรื่องแล้ว เศร้าๆบอกไม่ถูก

#7 By ChoCo_ChiC on 2009-07-10 08:36

อดีตในส่วนที่เป็นเหตุการณ์มันจบไปแล้วค่ะ แต่ส่วนที่ติดมาตลอดคือความรู้สึกที่มันติดอยู่ที่ใจ การจะหลุดออกมาได้ต้องทำความเข้าใจกับมันค่ะ
เรื่องดีมากๆเลยค่ะ แต่งได้ไงคะเนี่ย สมแล้วที่เป็นนักเขียน ชอบค่ะ ใช้ภาษาก็ดี ลำดับเรื่องก็ดีชวนติดตามดีค่ะ ชื่นชมนะคะHot!

#8 By Pat on 2009-07-10 09:07

ต้องขอโทษจริงๆที่มาแล้วไม่ได้อ่าน
เพราะว่าไม่ค่อยชอบอ่านเรื่องสั้นแนวนี้
แต่รออ่านแคนโต้นะคะ ชอบค่ะ

#9 By eeddy(อี๊ด) on 2009-07-10 09:31

บ่อยครั้งที่ความทรงจำพาเรากลับไปหาอดีต ความทุกข์ ความเสียใจที่เราไม่สามารถย้อนเวลากลับไปแก้ไขได้surprised smile

ขอบคุณที่เขียนเรื่องดีดีเอามาให้อ่านกันครับ เรื่องนี้ผมชอบการลำดับเรื่องครับ ติดตามอย่างลื่นไหล big smile surprised smile

#10 By Recycle Boy on 2009-07-10 09:38

ขอบคุณครับที่มีเรื่องสั้นดีๆ มาให้อ่านbig smile

#11 By thongwriter on 2009-07-10 10:15

ทุกคนคงต้องเจอนะคะ
ขอบคุณสำหรับเรื่องสั้นดีๆ ครับ
ผมชอบอ่านเรื่องสั้นมากๆ

เขียนได้เศร้ากระตุกอารมณ์ดังครับ
บางทีคนเราก็สลัดหรือหนีอะไรบางอย่างไม่ได้
พยายามหนีแต่ทน 'เสียงเรียก'ไม่ได้

อยากจะได้หนังสือ 'ยิ้มอัปสรในรัตติกาล'มาอ่านและเก็บสะสม ไม่มีขายแล้ว? พิมพ์ใหม่ดีมั๊ยครับ
พออ่านแล้วต้องอ่านให้จบค่ะ เพราะน่าติดตามมาก พออ่านไปเลย ๆ ขนแขนสแตนอัพขึ้นมาเลยค่ะ
เขียนได้ดีค่ะ แล้วอย่าลืมนำมาให้อ่านบ่อย ๆ นะคะ
big smile open-mounthed smile confused smile

#14 By Moo Duck Dick on 2009-07-10 10:52

อ่านแล้วรู้สึกโหวงๆ ยังไงก็ไม่รู้ค่ะsad smile

#15 By [Tikky] My Moment on 2009-07-10 11:47

ณ ตอนนี้เสียงเรียกหา ยังคงดังอยู่หรือเปล่า

#16 By ลุงเด้ง on 2009-07-10 11:58

อ่านแล้วรู้สึกโหวงเหวง
แต่ก็ ปลง อยู่ในทีอะค่ะ sad smile
เขียนได้ดีจัง

อ่านแล้วเหงาลึกๆ ยังไงไม่รุ

sad smile sad smile sad smile

#18 By Tammada on 2009-07-10 12:52

ึความทรงจำในอดีตพาเราให้กลับไปทุกข์ได้อีกครั้ง

ทุกข์ ซ้ำแล้วซ้ำอีก

แต่ก็ยังมีคนที่พยายามกลับไปตรงจุดนั้นอีกครั้ง

คำถามคือ เพราะอะไร

เพราะว่านั่นคือสิ่งที่ฝังใจจนยากจะลืมรึเปล่า

#19 By Clepsydra:: on 2009-07-10 13:07

ถ่ายทอดอารมณ์ออกมาทางตัวอักษรดีจังคับ...confused smile

#20 By เจ้ารินทร์ on 2009-07-10 13:56

big smile น่ากลัว แต่ก็พยายามอ่านครับ เพราะใจของเรื่องไม่ได้

เน้นที่ความน่ากลัว อ่านแล้วสงสารตัวเอกของเรื่องจังครับ

นั่นซิ เขาจะเลือกหนีไป หรือยอมรับมันเสีย big smile

#21 By ชายคลอง on 2009-07-10 15:49

โอเยี่ยมมากเลย
อ่านแล้วภาพลอยมาพร้อมค่อยๆซึมรู้สึกไป
.
.
ใช่เราต่างอยู่ภายใต้อำนาจ
ที่เราปล่อยให้ครอบงำ
และนำทางชีวิตให้เป็นไปอย่างทุกข์ทน
และเงียบงันจริงๆ

ชอบๆๆ ส่วนนี้ จัง
.
.
และ เราก็มักจะเผลอ
เดินหลงตามเข้าไปหาอดีตที่เคยเป็นทุกข์
.
.
โอท่านเต๊บบบบบบมาก ชอบๆๆๆอ่านแล้วโดนใจเรามากๆๆ big smile
.
รับลูกบอลไปเลย confused smile Hot! Hot! Hot!

#22 By Madaewee @ Hippie''70' s on 2009-07-10 16:44

ดีที่ไม่ได้อ่านตั้งแต่เมื่อคืน
ไม่อย่างนั้นแพรคงกลัวอยู่เหมือนกันค่ะ confused smile

#23 By Prae on 2009-07-10 17:48

ฝีมือดีมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเนอะ confused smile

#24 By ♫ due gatti on 2009-07-10 19:04

อ่านแล้ว ได้รับอารมณ์จากตัวละครกันเลยทีเดียว

ขอบคุณทีเ่อามาให้อ่านนะคะ

แต่ว่า สารเลว มันเขียนแบบนี้มิใช่หรือคะ ^^

#25 By ::SaTaN:: on 2009-07-10 19:55

ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะคะ
ยอดเลยงับ

#27 By จูไบซัง on 2009-07-10 22:23

ขอบคุณมากค่ะที่นำมาให้อ่าน
มัทไม่ว่างไปซื้อหนังสือเท่าไหร่เลย
สุขสันต์ วันเกิดค๊าาาาา

มีอะไรที่มีอยู่แล้วมากๆ

มีอย่างอื่นที่ยังไม่มี มากขึ้นอีก


Hot!

#29 By Dao@universe on 2009-07-11 07:24

ขอบคุณครับทุกท่านที่แวะเข้ามา

ว่าแต่ embarrassed

ต้นไม้ ต้นไม้หาย

หายไปไหนเนี้ย

จะขอใครคืนได้ไง เล่นไปเล่นมาหายไปซะงั้น

ขอบคุณทุท่านอีกครั้วงครับ ขอบคุณน้องดาว ซินฯ ด้วย
กลับมาอ่านจนจบแล้วค่ะ

ดูวังเวงๆชอบกล แต่เนื้อหาก็น่าติดตามดีค่ะbig smile

#32 By ChoCo_ChiC on 2009-07-11 10:38