เสียงเรียก
posted on 10 Jul 2009 07:03 by sangsatth in ShortStoryเสียงเรียก
ผมตัดสินใจกลับมาที่นี่อีกครั้ง หลังจากที่ผมไม่คิดจะกลับมาอีกเลย ตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี จนดูเหมือนว่าที่นี่เป็นเพียงที่ๆ ผมเคยอาศัยอยู่ชั่วคราวเท่านั้น...ผ่านมาเพื่อแวะพักแล้วก็จากไป และพร้อมที่จะลืมเลือนมันไปทุกเมื่อ ทว่าสถานที่แห่งนี้ก็ฝากบางสิ่งฝังไว้ในใจของผม บางสิ่งที่ผมไม่อาจขจัดมันออกไปจากชีวิตได้ และบางสิ่งนั้นนั่นเองมันได้ฉุดให้ผมจากเมืองหลวงเพื่อกลับมาหามันในวันนี้
สิบกว่าปีแล้วที่หูทั้งสองข้างของผมได้ยินแต่เสียงเคาะฝาบ้าน มันดังก้องทั้งยามหลับและยามตื่น กระทั้งว่าผมอยู่ที่ไหน ในที่ๆ มีเสียงอึกทึกคึกโครม หรือในที่ๆ เงียบสงัดที่สุดก็ตาม เสียงนั้นมันยังคงดังอยู่อย่างไม่เคยจางหาย
ตอนนี้ผมกำลังเดินอยู่บนทางที่ผมเดินไปโรงเรียนและกลับบ้านทุกวัน ผมหันไปยิ้มทักคนกลุ่มหนึ่งที่รู้จักแต่ไม่เอ่ยปาก พวกเขายิ้มทักตอบแต่สีหน้ามีแววสงสัย “ไอ้หมอนี้เป็นใคร” พวกเขาคงไถ่ถามกันไปมาในกลุ่ม เพียงครู่อาจมีคนตอบว่า “อ้อ...ก็ลูกไอ้ขี้เมาประจำหมู่บ้านที่แม่มันตายเนื่องจากเอาแต่เคาะฝาบ้านจนไม่กินไม่นอนนั้นแหละ!”
ผมมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านไม้ชั้นเดียว บริเวณบ้านยังดูสะอาด อาจจะเป็นยายของผมที่เข้ามาถางหญ้าและดูแลไม่ให้ที่นี่ดูทรุดโทรมเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ผมยังมองเห็นความหม่นหมองครอบคลุมอยู่ทั่วบริเวณอยู่ดี
“เอ็งกลับมาเมื่อไร” เสียงหญิงชราทักขึ้นด้านหลังผม
ผมหันกลับไปเห็นใบหน้าเหยี่ยวย่นอันคุ้นเคยก่อนตอบ “เมื่อเช้า”
“ไหนว่าเอ็งจะไม่กลับมาแล้วไง” แกถามใบหน้านิ่งเฉยเหมือนสายน้ำที่นิ่งเงียบ
ผมคิดถึงจดหมายฉบับสุดท้ายที่ส่งมา เนื้อความในจดหมายบรรทัดสุดท้ายผมเขียนเอาไว้เช่นนั้น
“ก็ไม่มีอะไรฉันแค่อยากกลับมาดูมันเท่านั้น”
“หึๆ...เอ็งทนเสียงเรียกของแม่เอ็งไม่ได้ล่ะสิ” อีกฝ่ายถามอย่างรู้ทัน
“ก็ใช่”
“แม่เอ็งน่ะมันเรียกทุกคนนั่นล่ะ เรียกเอ็ง เรียกข้า แม้กระทั้งคนตายอย่างตา และพ่อเอ็งมันก็ยังเรียก”
ผมนิ่งไม่พูดอะไรแล้วหันหลังกลับ ก้าวเดินผ่านรั้วบ้านเข้าไปข้างใน “ทำไมไม่ขายที่นี่ไปซะ”
“ขายแล้วเอ็งจะไปอยู่ที่ไหน”
“ฉันก็มีที่ของฉันแล้ว”
“ข้ารู้ว่าอย่างไรเอ็งก็ต้องกลับมา ซักวันหนึ่งนั่นล่ะ ข้าคิด...แม่เอ็งเรียกหาทุกวันไม่ใช่รึ เอ้อ...ใช่แต่แม่เอ็งเท่านั้น อีเดือนอีกคนด้วย ข้าเห็นวันๆ มันเอาแต่นั่งร้องไห้หาเอ็งอยู่ท้ายทุ่งตั้งแต่เอ็งจากไป จนป่านนี้มันยังไม่เลิกร้องเลย”
‘เดือน’ ผมทวนชื่อนี้ในใจหลายรอบ แล้วนั้นเองเสียงร้องไห้ของผู้หญิงก็ดังลอยมาจากที่ไหนซักแห่ง
“ตั้งแต่ฉันไปฉันก็แทบจะไม่รู้ข่าวคราวอะไรเลย ตำรวจจับตัวคนร้ายได้หรือเปล่าล่ะ” ผมถามคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเดือนเมื่อสิบกว่าปีก่อน
“จะไปได้อะไร” อีกฝ่ายตอบน้ำเสียงดูหมิ่น “มันก็เหมือนคราวพ่อเอ็งนั่นล่ะ จับมือใครดมไม่ได้ซักคน อ้อ...ถ้าเอ็งว่าง ๆ ก็ไปเยี่ยมอีเดือนมันบ้างล่ะ ข้าน่ะสงสารมัน”
“เดี๋ยวฉันจะไป แต่ตอนนี้ฉันขออยู่คนเดียวได้ไหม” ผมรู้สึกเหมือนแกจะคอยหยิบยื่นความเจ็บปวดให้ผมนับตั้งแต่เจอกันเมื่อครู่
“อึมม์...เอ็งก็เหมือนแม่เอ็ง เหมือนอีเดือน แล้วอย่าเรียกข้าให้ได้ยินล่ะ” หญิงชราพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งน้อยใจแล้วเดินจากไป
ผมเปิดประตูเข้าไปอย่างช้าๆ บ้านนี้ไม่ได้ใส่กุญแจ เพราะภายในนี้ไม่มีสมบัติอะไรที่จะแปรเปลี่ยนเป็นเงินทองได้ทั้งนั้น
ทันทีที่ผมก้าวเข้ามาหยุดยืนอยู่กลางตัวบ้าน กลิ่นอันคุ้นเคยก็ลอยล่องเข้าจมูกผมทันที ‘กลิ่นของแม่’ ใช่...ความรู้สึกบอกกับผมเช่นนั้น แล้วนั่นเองเสียงเคาะก็ดังขึ้น มันไม่ใช่ดังก้องอยู่ในหูของผมเช่นเดิม แต่มันดังอยู่ใกล้ๆ ตัวผม ในห้องที่อยู่ซ้ายมือนั่นแล้วผมเปิดประตูห้องของแม่เข้าไป ปรายตามองดูเตียงที่ติดกับฝาบ้าน ในความสลัวนั้นผมเห็นแต่ความว่างเปล่า ‘ฉันกลับมาแล้วนะแม่’ ผมพูดออกมาเบาๆ แล้วเดินไปที่หน้าต่างค่อยๆ เปิดมันออก แสงจากภายนอกส่องเข้ามาทันทีพร้อมกับสายลมที่พัดเข้ามา ผมหันไปมองที่เตียง สายลมที่ผ่านเข้ามาทางหน้าต่างหอบเอาฝุ่นที่เกาะอยู่ตามที่ต่างๆ ฟุ้งกระจ่าย เพียงครู่ผมจึงเห็นว่าฝุ่นเหล่านั้นก่อตัวขึ้นเป็นร่างของแม่ที่นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง ผมเกือบเอ่ยปากถามอย่างเคยชินว่าแม่กินอะไรหรือยัง แต่ก็ต้องชะงัก เมื่อสายลมหอบเอาภาพตรงหน้านั้นมลายหายไปในอากาศ ผมเดินออกจากห้องพร้อมกับน้ำตาที่เริ่มไหลออกมา
ผมเดินออกจากห้องพลางมองไปที่ห้องของตนเองที่อยู่ติดกัน แล้วตัดสินใจเดินไปเปิดมัน
“จะเอาเงินค่าเทอมลูกไปไม่ได้นะ” เสียงของแม่ดังลอดเข้ามาตามฝาห้อง
“ทำไม...ถ้าไม่มีก็ไปผลัดเขาก่อนสิวะ ไม่เห็นจะยากอะไรเลย” เสียงของพ่อดังสวนขึ้นมาแทบจะทันที
“ฉันผลัดมาจนไม่รู้เท่าไรแล้ว ครูบอกว่าถ้าไม่เอาไปให้พรุ่งนี้จะไม่มีสิทธิ์สอบ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไม่ต้องเรียน...เอามานี่”
“ไม่...” เสียงของแม่ดังกระแทก
“เอ็งอยากลองดีใช่ไหม” สิ้นคำพูดของพ่อเสียงครวญครางของแม่ก็ดังขึ้น แม้มันจะเพียงชั่วครู่แล้วเงียบ แต่ความรู้สึกของผมกลับเหมือนว่ามันเนิ่นนานเป็นแรมปี
ไม่นานแม่เดินเข้ามาในห้องใบหน้าของแม่เต็มไปด้วยริ้วรอย มองเหมือนนักชกที่พึ่งผ่านสังเวียนมาใหม่ๆ ผมเดินเข้าไปโอบร่างของแม่ไว้ในวงแขน แล้วจูงมือแม่ให้มานั่งบนฟูกสีหม่น เราทั้งสองต่างไม่เอ่ยอะไรต่อกัน เหตุการณ์เช่นนี้ใช่ว่าจะไม่เคยเกิดขึ้น แต่มันบ่อยจนเราต่างชาชินไปกับมัน
แม่กอดผมไว้นาน แต่ร่างของแม่สั้นสะท้านด้วยเสียงสะอื้นไห้ ผมค่อยๆ ขยับกายหนุนที่ตักของแม่ แม่ลูบผมของผมไปมาพร้อมกับเสียงเพลงกล่อมของแม่ เสียงเพลงกล่อมที่ดังเป็นเสียงสะอื้นไห้ แล้วผมก็เคลิ้มหลับไป
ผมปิดประตูโดยไม่คิดจะเข้าไป เสียงเคาะฝาบ้านยังดังอยู่ ผมค่อยๆ เอื้อมมือไปสัมผัสตรงส่วนที่เกิดเสียง น้ำตาของผมยังคงหลั่งไหลออกมา ความรู้สึกนั้นผมไม่แม้แต่พยายามจะหยุดมัน ปล่อยให้มันไหลออกมาช้าๆ อย่างที่ใจผมต้องการ
“กลับมาอยู่บ้านเราเถอะลูก” เสียงแม่ดังลอดออกมาจากฝาบ้าน
“ไม่...ฉันกลับมาอยู่ที่นี่ก็เท่ากับว่าฉันทำร้ายตัวเอง” ผมตอบขาสั้นแทบจะทรุดนั่ง
“ลูกหนีมันไม่พ้นหรอก มันเป็นชะตากรรมของลูก”
“ไม่เลยแม่ ชะตากรรมมันเป็นคำที่ฟุ่มเฟือยเกินไป” ผมตอบกระแทกเสียงอย่างมีอารมณ์ “การที่แม่ต้องเจอพ่อ การที่พ่อเป็นแบบนั้น และที่แม่เป็น ที่ผม และ...และเดือนต้องเจอหาใช่ชะตากรรม แต่มันคืออำนาจต่างหากแม่ตกอยู่ใต้อำนาจของพ่อ พ่อตายเพราะอำนาจที่มองไม่เห็น เดือนด้วย แล้วผมก็ตกอยู่ใต้อำนาจของเหตุการณ์ทั้งหมด”
เสียงของแม่เงียบไป เหมือนยอมจำนนต่อคำพูดของผม ทว่าเสียงเคาะฝาบ้านยังคงดังอยู่ “ผมขอไปเยี่ยมเดือนก่อนแล้วกัน” ผมพูดแล้วเดินจากมาอย่างช้าๆ
เสียงของคนตบประตูบ้านทำให้ผมและแม่ที่นอนอยู่ข้างๆ สะดุ้งตื่นขึ้นมา แม่งัวเงียเดินออกไปตามเสียงเรียกแล้วกลับเข้ามาพร้อมกับใบหน้าที่ซีดเผือด “พ่อตายแล้ว” แม่พูดเท่านั้นแล้วก็ทรุดร่างลงร่ำไห้ ผมยังนั่งอยู่บนฟุกมองร่างของแม่สั่นไหวอยู่โดยไม่ลุกไปหา
เรื่องการตายของพ่อนั้นตำรวจไม่สามารถจับใครได้เพราะไม่มีหลักฐานชัดเจน บางคนว่าเป็นคนต่างหมู่บ้าน บางคนว่าอาจจะพวกที่กินเหล้าด้วยกันเองเพราะพ่อเป็นคนที่ชอบพูดขวางใครต่อใครเวลาเมา แต่สำหรับผมไม่เคยคิดที่จะหาคำตอบใดๆ จากเหตุการณ์นั้นเลย
หลังจากงานศพของพ่อผ่านไปไม่กี่วันแม่ล้มป่วยลงเพราะไม่ได้กินได้นอน ผมไม่เข้าใจความรู้สึกของแม่ในตอนนั้นมากนัก แม้อย่างนั้นก็ตามผมก็ไม่เคยคิดถามอะไรนอกจากดูแลและพยายามให้แม่ฝืนกินข้าว แต่แม่ก็ไม่เคยยอมทำตามความต้องการของผมเลยซักครั้ง แม่เอาแต่นอนซมอยู่บนเตียง ยามเมื่อแม่ต้องการผมหรือต้องการใคร แม่ก็จะเคาะฝาห้องให้ผมได้ยินแล้วผมก็จะรีบวิ่งไปหา ทรุดร่างนั่งที่ขอบเตียงมองดูสภาพความป่วยไข้ของแม่
แม่ตายในคืนหนึ่ง ไม่มีใครเข้าใจแม่แม้กระทั่งตัวผม มือข้างที่แม่เคาะฝาบ้านเต็มไปด้วยเลือดสีแดง สัปเหร่อที่มาเอาศพของแม่บอกว่ามือข้างนั้นไม่มีแม้แต่กระดูก มันนิ่มและอ่อนยวบ ผมคิดว่าคงเป็นเพราะแม่เอามือข้างนั้นเคาะฝาบ้านมาเป็นแรมปี เคาะเพื่อเรียกผม เรียกใครสักคนเพื่อไปอยู่ให้คลายเหงานั่นล่ะ แล้วแม่ก็จากไปพร้อมกับเสียงเคาะเรียกนั้นที่ดังก้องอยู่ในหูของผม
ผมมาหยุดยืนอยู่ที่หน้าต้นไม้ใหญ่ เห็นร่างสีทึบเทาของผู้หญิงผมยาวนั่งคุดคู้อยู่ที่ใต้ต้น “เดือน” ผมเรียกชื่อเธอเบาๆ เธอไม่แม้แต่เงยหน้ามามองผม คงมีเพียงใบไม้ที่โปรยปรายลงจากต้นอย่างไม่ขาดสายเท่านั้นที่ที่ทำให้ผมรับรู้ว่าเธอรู้ว่าผมมาหา
“ในที่สุดเธอก็มา” เสียงดังมาจากร่างตรงหน้าผม
“ฉันพยายามจะหนีมันไป แต่ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างเรียกฉันให้กลับมา”
“เธอไม่อาจหนีมันพ้น...” เดือนพูดร่างของเธอยังคงอยู่ในลักษณะเช่นเดิม
“ตอนฉันไปใหม่ๆ ฉันคิดว่าฉันสามารถหนีมันพ้น แต่ตอนนี้ฉันคิดว่ามันไม่เป็นเช่นนั้น” ผมพูดเสียงของผมสั่นเครือไม่ต่างจากร่างที่นั่งอยู่ตรงหน้า “สิ่งเดียวที่ฉันอยากพูดกับเธอคือ ฉัน...ฉันเสียใจฉันไม่สามารถปกป้องอะไรเธอได้เลย”
“ถ้าเธอจากไปเพราะรู้สึกผิดกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับฉัน เปล่าเลย ไม่มีใครผิดหรอก นอกเสียจากไอ้พวกสาระเลวพวกนั้น มันทำร้ายและมันฆ่าฉัน” เธอพูดน้ำเสียงเกรี้ยวกราดระคนสะอื้นไห้
ใบไม้ยังคงโปรยปรายลงมาไม่ขาด ร่างของเดือนยังคงนั่งนิ่งอยู่ในลักษณะเช่นเดิม น้ำตาและเสียงเคาะนั้นก็ยังคงอยู่
“เธอจะกลับมาอยู่ที่นี่ไหม” อยู่ๆ เธอก็ถามขึ้น
“ไม่รู้...” ผมตอบในหัวของผมสับสนไปหมด
เราทั้งสองต่างเงียบนิ่ง สายลมพัดเป็นจังหวะเพลงเศร้า ผมแหงนดูท้องฟ้า และรู้ว่ายามค่ำกำลังจะมาเยือน ใบไม้ยังคงโปรยปรายลงมาจากลำต้นอย่างไม่ขาดสาย พร้อมกับหิ่งห้อยที่กำลังเปล่งแสงสีเขียวสดและพากันโอบล้อมร่างของผมและเดือนไว้
“เธอจะกลับมาอยู่ที่นี่ไหม” เธอถามคำถามเดิมอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เธอเงยหน้าขึ้นมามองผม ผมมองใบหน้าของเธอ เห็นได้ชัดถึงความเศร้ารันทดอยู่ในวงหน้า และตอนนี้ผมเองกลับเป็นฝ่ายก้มหน้านิ่ง
ทุกสรรพสิ่งต่างหยุดนิ่ง แม้ใบไม้และหิ่งห้อยที่เคลื่อนไหวต่างก็หยุดนิ่งลอยคว้างอยู่กลางอากาศ คงมีเพียงผมและเธอเท่านั้นที่ยังเคลื่อนไหวอยู่ เคลื่อนไหวโดยความรู้สึกผ่านสายตาเท่านั้น
ผมเดินจากมาโดยไม่ตอบอะไรสองข้างทางเป็นก่อหญ้าสลับกับไร่ลำไยที่ดูเงียบสงบ พลบค่ำกำลังจะมาเยือน น้ำตาของผมยังคงไหลอาบแก้ม ผมคิดว่าบางทีการกลับไปหาอดีตก็คือการกลับไปหาความทุกข์เศร้าที่มันฝังอยู่ในใจ แต่ทั้งๆ ที่เรารู้เช่นนั้น เราก็ยังกลับไปหามัน อย่างจงใจและเผลอไผล ราวกับความมันเป็นความรู้สึกที่ข่มขื่นระคนหอมหวาน สุขและเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสอย่างไรอย่างนั้น
และแล้วในหัวของผมตอนนี้มีอยู่เพียงทางเลือกสองทางคือ ผมจะยอมรับมันโดยดุษณีหรือจะหลีกหนีมันไป.....
“แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า”
หมายเหตุ พิมพ์ครั้งแรกหนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก เสาร์ที่ ๒๓ เมษายน ๒๕๔๘
พิมพ์รวมเล่มในรวมเรื่องสั้น “ยิ้มอัปสรในรัตติกาล” พ.ศ.๒๕๔๙
ปล. ๑. ขอขอบคุณภาพสวยๆ จากอินเตอร์เน็ตครับ
ปล. ๒. เปิดรับ "มิตร (หลัง) ภาพ" โดยการส่งโปสการ์ดถึงกันได้ที่ "แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า ๑๒๔ หมู่๑ บ้านดินดำ ตำบลเกิ้ง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ๔๔๐๐๐
ปล. ๓. เนื่องจากหนังสือใกล้จะหมดสัญญาและไม่มีขายแล้ว ผมเลยนำมาให้อ่าน
..
#1 By TwoM on 2009-07-10 07:11