บันทึกที่เธอไม่อยากอ่าน : วันที่เงียบเหงาอย่างร้ายกาจ
posted on 28 Jan 2012 10:49 by sangsatth in Notesfrommemoryบันทึกที่เธอไม่อยากอ่าน : วันที่เงียบเหงาอย่างร้ายกาจ
ตอนแรกฉันนึกว่าวันนี้จะเป็นวันนรกแตกสำหรับฉัน เพราะมีน้อง “จ๊ะ คันหู” มาเปิดเวทีใกล้ๆ บ้าน เดินไปคงจะซัก 100 เมตรเห็นจะได้ ช่วงแรกราวๆ ทุ่มกว่าเสียงดังจนน่าปวดหัวและหู ฉันหลบหนีจากวงเหล้าขึ้นมาบนที่พัก โทรฯ หาคนที่คิดถึง คุยกันเพียงไม่กี่ประโยค บอกว่าดึกๆ ให้โทรฯ มาใหม่ เพราะอยากปรึกษาเรื่องบางเรื่อง เวลาผ่านไปเรื่อยๆ รุ่นน้องสองคนต้องไปเล่นดนตรีที่ร้าน ความเงียบเริ่มปรากฏ ซักครู่ แฟนของรุ่นน้องที่ใกล้สอบก็หิ้วหนังสือตามออกไปบอกว่า จะไปอ่านหนังสือบ้านเพื่อนเพราะทนเสียงที่ดังมาจากเวทีไม่ไหว ไม่มีสมาธิอ่านหนังสือ ความเงียบเหงาก็เริ่มปรากฏร่างหนักขึ้น เพราะเพื่อนรุ่นน้องที่เหลือเพียงคนเดียวก็ทำท่าจะออกไปแสวงหาความสนุกอีก และสุดท้ายก็เหลือฉันนั่งอยู่คนเดียวในบ้านซึ่งเป็นตึกแถว 3 ชั้น
และราวกับฟ้าฝนจะดลใจให้เหงาหนักขึ้น จึงส่งฝนพร่ำลงมาให้ฉันได้รู้สึกถึงการอยู่คนเดียวในบ้านหลังใหญ่ ฉันนั่งอยู่หน้าคอมฯ เล่น FB ไป เพื่อรอเวลาที่คนที่ฉันนัดไว้โทรฯ มา ฉันมารู้ตัวอีกทีเมื่อตกอยู่ในความเงียบงันคนเดียว เสียงเพลงของน้องจ๊ะเงียบไปเมื่อไรไม่รู้ รู้แต่ว่าคงเงียบไปพร้อมๆ กับสายฝนพร่ำลงมานั้นละ ฉันเหลียวมองรอบตัว ลงไปดูข้างล่างเพื่อว่าจะมีใครอยู่บ้าง แต่สิ่งที่ฉันเห็นคือความว่างเปล่าและขวดเหล้าที่นอนบ้างยืนบ้างบนโต๊ะ “ช่างเงียบเหงาสิ้นดี” ฉันบอกตนเอง แล้วฉันก็ขึ้นมานั่งหน้าคอมฯ ต่อ รอโทรฯ ที่ดูคล้ายว่าจะไร้วี่แวว
เที่ยงคืนพอดี ฉันโทรฯ หาคนที่ฉันนัดไว้ 3 ครั้ง แต่ไร้คนที่จะรับสาย นั่งฟังเพลงที่เปิดไว้ และคิดว่าจะเอาไงดี เพราะถ้าฉันอยู่แบบนี้นานๆ ฉันอาจจะบ้าไปเลยก็ได้ ฉันเคยอยู่คนเดียวก็จริง แต่กับบ้านที่กว้างใหญ่แบบนี้ ฉันไม่คุ้น บ้านนี้ไม่มีสิ่งมีชีวิตที่มีสามารถพูดคุยได้แบบหมาหรือแมว มีเพียงเต่าสองตัวในตู้ปลาและฉันก็ยังไม่บ้าพอที่จะคุยกับเต่าแน่นอน
การตัดสินใจในคืนที่เงียบเหงาแบบนี้มีอยู่อย่างเดียวคือต้องออกไปข้างนอก แล้วฉันจะไปไหนละ? เป็นคำถามแรกที่ฉันถามตนเอง คำตอบที่ออกมาจากตัวเองโดยไม่ต้องคิดเลยคิด “ไปไหนก็ได้ให้พ้นจากความเหงานี้เสียก่อน” ตัดสินใจได้แบบนั้น ฉันคว้าเสื้อ กระเป๋าเงิน และโทรศัพท์ที่ยังมีความหวังว่าคนที่ฉันนัดไว้และคิดถึงจะโทรฯ มาใส่กระเป๋ากางเกง แล้วออกจากบ้าน
ฉันขับเจ้า “ข้าวปั้น” คู่ใจไปเรื่อยๆ ถนนมืดมิดมากในคืนนี้ ฝนที่พร่ำลงมาทำให้มีน้ำขังตามถนนให้เห็นมากมาย อาการหนาวเย็นจนแทบจะหลั่งน้ำตา ฉันขับไปเรื่อยๆ ในใจคิดว่าจะวนในมหาวิทยาลัยซักรอบค่อยกลับ
ฉันขับไปเรื่อยๆ ในสมองมีแต่ความคิด คิดถึงอดีต ปัจจุบัน อนาคตและผู้คน รวมทั้งคนที่ฉันอยากคุยอยากปรึกษาด้วย...เธอคนนั้น ก่อนหน้าที่ฉันจะออกจากบ้านมา ฉันโทรฯ หาเธอ 3 ครั้งไม่รับสาย ฉันตัดพ้อตนเองว่า “ถ้าฉันใกล้ตาย และอยากจะคุยกับใครซักคน เธอจะเป็นคนแรกและคนสุดท้ายที่ฉันอยากคุยด้วย แต่เธอคงไม่อยากคุย”
ฉันมารู้สึกตัวเองที่หน้าร้านขายของชำร้านหนึ่งซึ่งไกลจากบ้านได้ซักกิโล ฉันเดินเข้าไปซื้อเบียร์ 2 ขวดและบุหรี่เพื่อเป็นใบเบิกทางให้กับการนอนหลับ เพราะฉันเริ่มเป็นคนนอนไม่หลับมาได้ซักพักหนึ่งแล้ว
ฉันถือเบียร์เดินเปิดประตูบ้าน มองไปรอบๆ ทุกอย่างก็ว่างเปล่าและเดียวดายเช่นเคย บอกตนเองเบาๆ ว่า “โคตรเหงาเลยวะ” ฉันหยิบแก้วจากบนโต๊ะ แล้วขึ้นมานั่งประจำที่หน้าคอมพิวเตอร์ ลงมือรินเบียร์และดื่ม ก่อนจะลงมือเขียนบันทึกนี้ พร้อมๆ กับที่ฉันเพิ่งรู้ว่าฉันกำลังร้องไห้.
แสงศรัทธา ณ ปลายฟ้า
ในคืนที่ไม่มีใคร
๒๑-๐๑-๕๕
*ขอขอบคุณภาพประกอบจากอินเตอร์เน็ท
**ร่วมแบ่งปันความเหงาได้ที่ FB พลเมืองของความเหงา